การท่องเที่ยวเชิงเกษตร |
|
| สวนนกท่าเสด็จ ( หน่วยอนุรักษ์นกท่าเสด็จ) | |
|
ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ไปตามทางสายสุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์ (ทางหลวงหมายเลข 322) กิโลเมตรที่ 6-7 เข้าถนนคันคลองไปประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 200 เมตร สวนนกแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ดินของป้านก พันธุ์เผือก และลุงจอมกับป้าถนอม มาลัย เดิมเป็นสวนผลไม้ในระยะแรกยังมีนกไม่มาก ต่อมานกเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เจ้าของที่ดินเป็นคนใจดีจึงปล่อยให้นกมาอาศัยทำรังจนนกเพิ่มเป็นจำนวนนับหมื่นตัว นับเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วมีนกหลายชนิด เช่น นกปากห่าง นกกระสา นกยาง และนกช้อนหอย เป็นต้น ต่อมาทางราชการเข้ามาดำเนินการพัฒนาสวนนกให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้และจัดตั้งเป็นหน่วยอนุรักษ์นกท่าเสด็จ มีหอดูนกไว้ขึ้นชมนกจากมุมสูง ในเวลากลางวันจะมีนกให้ชมอยู่บ้าง ส่วนในตอนเย็นจะเห็นนกบินกลับรังจนดูมืดฟ้ามัวดิน ช่วงที่มีนกมาก คือ ในช่วงเดือนตุลาคม |
| สวนพืชไร้ดิน Sollless Culture Center | |
![]() |
สวนพืชไร้ดิน ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ ริมถนน กรุงเทพฯ-สุพรรณฯ-ชัยนาท(ทางหลวงหมายเลข 340) สวนพืชไร้ดินบนเนื้อที่ 200 ไร่ ปลูกพืชผักตามฤดูกาลและผักเมืองหนาวด้วยวิธีไม่ใช้ดิน โดยปลูกบนแผ่นฟองน้ำ ทราย กรวด ขี้เลื่อยหรือในสารละลายธาตุอาหารแทนปราศจากศัตรูพืช วัชพืช และสารป้องกันโรคพืช ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ สิ่งที่น่าสนใจภายในสวนพืชไร้ดิน - สวนพืชไร้ดินที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนเนื้อที่ 200 ไร่ - แปลงพืชไร้ดินที่ยาวที่สุดในโลก 72 เมตร(เฉลิมพระเกียรติในวโรกาส 72 พรรษา สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ) - บ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาเศรษฐกิจหลากหลายพันธุ์ - ผักไร้สารพิษ 100 % จากฟาร์ม - สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(OTOP) - สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อที่สวนพืชไร้ดิน โทร. 0 3556 2200-1 เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.(มีวิทยากรนำชม) |
| บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ (บึงบัวแดง) | |
|
อยู่ติดต่อเขตอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เป็นบึงขนาดใหญ่มีเนื้อที่ประมาณ 2,700 กว่าไร่ อยู่ในเขตอำเภอ เดิมบางนางบวช พ.ศ. 2525 เริ่มแผนพัฒนาบึงฉวาก และประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า พ.ศ. 2537 จังหวัดสุพรรณบุรี โดย ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ร่วมกับหน่วนงานต่างๆ จัดทำโครงการพัฒนาบึงฉวากเพื่อเป็นกา เฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2539 เริ่มดำเนินการก่อสร้างสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ และบ่อจระเข้ พ.ศ. 2541 บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ ตามอนุสัญญาแรมซาร์ (ลักษณะที่เป็นที่ เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ คือ พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่ฉ่ำน้ำ น้ำขัง พื้นที่พรุ พื้นที่ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้าง ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมถาวร และชั่วคราวทั้งแหล่งน้ำนิ่งและน้ำใหว แหล่งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลและทะเลในบริเวณซึ่งน้ำลดต่ำสุด น้ำลึกไม่เกิน 6 เมตร ) พ.ศ. 2542 เริ่มดำเนินการก่อสร้าง อุทยานผักพื้นบ้านเพื่อการยังชีพบริเวณเกาะกลางน้ำเนื้อที่ 26 ไร่ เพื่อรวบรวมพันธุ์ผักพื้นบ้านกว่า 500 ชนิดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกร สร้างจิตสำนึกให้รู้ถึงคุณค่าของผักพื้นบ้าน พ.ศ. 2543 วันที่ 4 กันยายน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดแพรคลุมป้าย โครงการพัฒนาบึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2544 ก่อสร้างอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำหลังที่ 2 ประกอบด้วยตู้ปลาขนาดใหญ่บรรจุน้ำได้ 400 ลูกบาศก์เมตร ตู้ปลาขนาด 1 ตัน จำนวน 30 ตู้จัดแสดงพันธุ์ปลาน้ำจืดได้ 60 ชนิด นอกจากนี้ยังมีปลาทะเลสวยงามอีก 7 ตู้ พ.ศ. 2546 วันที่ 23 พฤษภาคม เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมอาคารแสดงพันธุ์สัตว์น้ำบึงฉวากเป็นวันแรก มีประชาชนเข้าชมจำนวน มากเป็นปรากฏการณ์ ของการท่องเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี สถานที่ท่องเที่ยวภายในบึงฉวาก เขตห้ามล่าสัตว์ป่า กรงเสือและกรงสิงห์โต แหล่งรวบรวมสัตว์ป่าที่หาดูได้ยาก สถานที่ถ่ายภาพร่วมกับสัตว์เด็กจะได้สนุกสนานกับการถ่ายภาพบนหลังม้าหรือถ่ายภาพคู่กับลิงอุรังอุตัง เก็บไว้เป็นที่ระลึก ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่า และกรงนกใหญ่ เดินชมภายในกรงนกใหญ่ ที่มีสภาพแวดล้อมคล้ายสภาพธรรมชาติ ชมพันธ์นกหายากกว่า 30 ชนิด เช่น นกยูง |
![]() |
|
![]() |
|
![]() |
|
![]() |
|
| บ้านควาย ศรีประจันต์ | |
![]() |
ด้วยแนวคิดที่จะอนุรักษ์ควายไทย ซึ่งเป็นเสมือนเพื่อนสนิทของชาวนา "บ้านควาย" จึงเกิดขึ้น เพื่อแสดงวิถีชีวิตดั้งเดิมของไทย และแสดงความน่ารัก แสนรู้ของควาย ที่เป็นทั้งเครื่องมือในการทำนา เป็นพาหนะในการเดินทาง และเป็นเพื่อนยากของชาวนาไทย ที่นับวันจะถูกทอดทิ้งและเลือนหายไปจากวิถีชีวิต "บ้านควาย" นอกจากจะเป็นที่ศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตไทย เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตร ยังเป็นแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ได้จัดสรรเป็นส่วนต่างๆ อาทิ หมู่บ้านชนบทชาวนาไทย ลานแสดงควาย โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เรือนไทยหมู่ภาคกลาง ฯลฯ เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางการเกษตรและวัฒนธรรม หมู่บ้านชนบทชาวนาไทย เป็นหมู่บ้านที่แสดงให้เห็นวิถีชีวิตชาวนาไทยในอดีต มีกระท่อม (เรือนเครื่องผูก) ที่สร้างขึ้นแบบเรียบง่ายของชาวนา หลังคามุงด้วยจาก ยกเรือนขึ้นสูง เพื่อเก็บเครื่องมือทำมาหากิน บริเวณใกล้เคียงยังมียุ้งข้าวสำหรับเก็บข้าวเปลือกสำหรับไว้กินและส่วนหนึ่งไว้สำหรับปลูกในปีต่อไป ลานแสดงควาย ควายหลากหลายสายพันธุ์ หลากหลายขนาด นำมาแสดงท่าทางต่างๆโดยการคัดเลือกควายที่รูปร่างสมส่วน เขาโค้งได้ขนาด และมีแววตาแจ่มใส อายุไม่เกิน 3 ปี จากนั้นให้ครูฝึกเข้ามาทำความคุ้นเคยกับควาย เริ่มจากค่อยๆ ลูบตัวควายทุกวัน อาบน้ำให้ควาย จากนั้นเมื่อควายเริ่มคุ้นเคยก็จะจับขาควายให้ค่อยๆ ย่อลง จากนั้นก็จะเริ่มสั่งให้ควายทำตามคำสั่งให้คลานเข่า สวัสดี หรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา บนลานแสดงควายนี้ มีการจัดแสดงควายวันละ 2 รอบคือเวลา 11.00 น.และรอบ 16.00 น. หลังจากการแสดงควายจบสิ้นลง ข้างๆ ลานแสดงจะมีเกวียนควายไว้ต้อนรับท่องเที่ยวสำหรับนั่งชมบรรยากาศโดยรอบ เรือนไทยหมู่ภาคกลาง มีทั้งเรือนคหบดี ซึ่งเป็นเรือนขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้ บริเวณใต้ถุนเรือนมีการสาธิตการทำเครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ นอกจากนี้บริเวณโดยรอบยังมีโรงหีบอ้อย ที่ใช้แรงควายในการรีดน้ำอ้อย สวนสมุนไพร ที่ปลูกสมุนไพรนานาชนิด ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ โครงการทฤษฎีใหม่ การสาธิตการทำเกษตรในที่ดินอันจำกัดเพื่อความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้างๆโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นสวนนกขนาดใหญ่ที่จัดจำลองในรูปแบบธรรมชาติ การเดินทางและที่ตั้ง ตั้งอยู่ริมถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ 0-3558-1668 โทรสาร 0-2271-3186 สำนักงานกรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2619-6326-9 โทรสาร 0-2271-3186 www. buffalovillages.com การเดินทาง จากอำเภอเมือง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 340 (ถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท) ตรงขึ้นไปจนถึงอำเภอศรีประจันต์ตรงขึ้นไปผ่านแยกไฟแดง ไปประมาณ 3 กิโลเมตร จะเห็นทางเข้าบ้านควายไทยอยู่ทางขวามือ การเปิดให้เข้าชม เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09:00 - 17:00 น. อัตราค่าเข้าชม เสียค่าเข้าชมคนละ 20 บาท สำหรับชาวสุพรรณบุรี แสดงบัตรประจำตัวประชาชนสามารถเข้าชมฟรี |
การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ |
|
| อุทยานแห่งชาติพุเตย | |
|
มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 198,422 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ ป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำและป่าเขาห้วยพลู อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีและวนอุทยานถ้ำเขาวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าชุกชุม เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารด้านการเกษตรของจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี บนยอดเขามีป่าสนสองใบหลายพันต้นและยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม |
| ถ้ำเวฬุวัน | |
|
ตั้งอยู่ในบริเวณวัดวังคัน ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 14 กิโลเมตร ห่างจากทางเข้าอุทยานแห่งชาติพุเตย 1 กิโลเมตร มีบันไดคอนกรีตขึ้นถึงบริเวณปากถ้ำ จำนวน 61 ขั้น สภาพภายในถ้ำมีไฟฟ้าสว่างพอให้นักท่องเที่ยวเห็นสภาพภายในถ้ำ ซึ่งมีหินงอกและหินย้อยสวยงาม และมีพระพุทธรูปจำลองปางป่าเลไลยก์ให้นักท่องเที่ยวได้สักการะบูชา นอกจากนั้นในบริเวณวัด ทางอำเภอได้จัดทำเป็นสวนไผ่เทิดพระเกียรติ มีพันธุ์ไผ่ต่าง ๆ ปลูกไว้ประมาณ 10 กว่าชนิด |
| เขื่อนกระเสียว | |
|
อยู่ที่ตำบลด่านช้าง ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยกระเสียว ของกรมชลประทาน เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำสร้างกั้นลำห้วยกระเสียว ยาว 4,250 เมตร สูง 32.50 เมตร ปริมาณน้ำที่สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 240 ล้านลูกบาศก์เมตร นับเป็นเขื่อนดินที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทยและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปชมทิวทัศน์บริเวณสันเขื่อนต้องเดินขึ้นบันไดจากลานจอดรถด้านล่าง เมื่อขึ้นไปถึงจะมองเห็นทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตาถึงเขาพุเตย มีร้านอาหารส้มตำไก่ย่างบริการใกล้ลานจอดรถ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อที่เขื่อนกระเสียว โทร. 0 3559 5120 |
| วนอุทยานพุม่วง | |
ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลจระเข้สามพัน ห่างจากจังหวัดประมาณ 40 กิโลเมตร ไปทางหลวงหมายเลข 321 กิโลเมตรที่ 128–129 แล้วเข้าทางหลวงหมายเลข 3342 ไป 500 เมตร จะเห็นทางเข้าวนอุทยานพุม่วงทางขวามือ อุทยานแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1,725 ไร่ สภาพพื้นที่เป็นป่าเบญจพรรณสลับกับป่าไผ่รวก ภายในวนอุทยานมีสิ่งที่น่าสนใจได้แก่ |
|
การท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม |
|
| พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง | |
|
ตั้งอยู่ที่ถนนมาลัยแมน ติดกับที่ว่าการอำเภออู่ทองและโรงเรียนอู่ทองศึกษาลัย เป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่างๆ ที่ขุดค้นพบ แสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่างๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี แบ่งออกเป็น 2 อาคาร คือ อาคารที่ 1 จัดแสดงการค้นพบเมืองอู่ทองสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยวัฒนธรรมทวารวดี พระพุทธรูปสมัยทวารวดี อาคารที่ 2 จัดแสดงห้องชาติพันธุ์วิทยาและลูกปัดที่ค้นพบในเมืองอู่ทองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยทวารวดี ส่วนลานกลางแจ้งสร้างเป็นเรือนแบบลาวโซ่ง จัดแสดงวัฒนธรรมประเพณี การแต่งกาย เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวลาวโซ่ง พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมทุกวัน เว้นวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 30 บาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0 3555 1040 |
| วัดเขาดีสลัก | |
|
ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลดอนคา ห่างจากอำเภออู่ทอง 8 กิโลเมตร สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ รอยพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยหินทรายสีแดง มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบที่อื่น คือ รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ 65.5 เซนติเมตร ยาว 141.5 เซนติเมตร นักโบราณคดีให้ความเห็นว่าเป็นศิลปะสมัยทวารวดี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16 มีทางรถขึ้นไปชมรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ทางวัดปรับปรุงภูมิทัศน์บนยอดเขา มองเห็นวิวทิวทัศน์สวยงามในเขตอำเภออู่ทองโดยรอบ นอกจากนี้ยังพบโพรงหินภายในมีพระพุทธรูป และโบราณวัตถุต่าง ๆ อีกหลายชนิด |
| พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ | |
|
อยู่ที่ตำบลดอนเจดีย์ อยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 31 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 322 ( สุพรรณบุรี-ดอนเจดีย์) ประกอบด้วย พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารออกศึก และ องค์เจดีย์ยุทธหัตถี สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีที่ทรงมีต่อพระมหาอุปราชาแห่งพม่าเมื่อเดือนมกราคม ปีพ.ศ.2135 และในปี พ.ศ. 2495 กองทัพบกได้บูรณะปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์แบบลังกาทรงกลมใหญ่ สูง 66 เมตร ฐานกว้างด้านละ 36 เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงและเปิดพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2502 ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 25 มกราคม ของทุกปี เป็นวันถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์และถือเป็นวันกองทัพไทย พร้อมกันนั้นทางจังหวัดได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลองพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ทุกปี เลยจากเจดีย์ไปประมาณ 100 เมตร เป็นที่ตั้งของ พระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในมีรูปปั้นของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระสุพรรณกัลยา มีผู้นิยมไปสักการะบูชาอยู่เสมอ |
| วัดสุวรรณภูมิ ( วัดกลางหรือวัดใหม่) | |
|
เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนต้น ตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ถนนพระพันวษา ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สร้างเมื่อ พ.ศ. 2514 อาคารมี 2 ชั้นเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ เช่น พระพุทธรูป นาฬิกา อาวุธ เชี่ยนหมาก ถ้วยชาม แจกัน แก้ว โดยเฉพาะบาตรสังคโลกสมัยสุโขทัยพุทธศตวรรษที่ 18–19 ซึ่งมีชิ้นเดียวในประเทศไทย เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น. ( ควรติดต่อขออนุญาตเข้าชมล่วงหน้า) โทร. 0 3552 3603, 0 9241 5265 |
| หอคอยบรรหาร-แจ่มใส และ สวนเฉลิมภัทรราชินี | |
|
ตั้งอยู่ถนนนางพิม หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เป็นหอคอยชมวิวแห่งแรก และสูงที่สุดในประเทศไทยมองเห็นโดดเด่นอยู่กลางเมือง มีความสูงถึง 123.25 เมตร ฐานกว้าง 30 เมตร การขึ้นเที่ยวชมหอคอย จะมีจุดแวะพักชมวิว 4 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่จำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ชั้นที่สองเป็นร้านจำหน่ายเครื่องดื่มอาหารว่างและจุดนั่งชมสวน ชั้น 3 เป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกและจุดชมตัวเมือง ชั้นที่ 4 อยู่ในระดับสูงสุด 78.75 เมตร เป็นจุดชมทิวทัศน์ของจังหวัดสุพรรณบุรีโดยรอบ มีกล้องส่องทางไกลบริการ ผนังห้องแสดงภาพวาดสีน้ำมันเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สวนเฉลิมภัทรราชินี เป็นสวนสาธารณะมีเนื้อที่ 15 ไร่ ในสวนมีสถานที่ต่าง ๆ ให้แวะชมไม่ว่าจะเป็นอาคารแสดงผลงานของฯพณฯบรรหาร สวนน้ำพร้อมสไลเดอร์ สวนลายไทย สวนนกพิราบ สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น น้ำพุดนตรี สนามออกกำลังกาย ประชาชนนิยมมาเดินเล่นและออกกำลังกายในสวนตอนเย็น ๆ เวลากลางคืนจะมองเห็นหอคอยเปิดไฟเป็นจุดเด่นของเมืองสุพรรณบุรี
|
![]() |
|
![]() |
|